บทความ ไวอากร้า (Viagra) - Viagra vs Cialis vs Levitra แตกต่างกันอย่างไร ?



Viagra vs Cialis vs Levitra แตกต่างกันอย่างไร ?

Share :

Viagra vs Cialis vs Levitra แตกต่างกันอย่างไร ?



หลายคนมีคำถามในหัวมากมาย เกี่ยวกับเรื่องการใช้ยาเสริมสมรรถภาพหรืออยากรู้ว่าตัวเองเหมาะกับยาชนิดไหนจะได้ตัดสินใจซื้อ หลักๆเหล่าภาวะหย่อนสมรรถภาพหรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า ED เป็นภาวะที่อวัยวะเพศนั้นไม่สามารถที่จะแข็งตัวได้ให้ขณะที่กำลังมีกิจกรรมบนเตียง ส่งผลให้เหล่านักรบชายตั้งคำถาม ในยาแต่ละตัวต่างกันยังไง ผลที่ได้ออกฤทธิ์เหมือนกันหรือไม่ วันนี้ทีมงาน Viagra4thai  จะมาไขข้อสงสัยคำถามเหล่านี้ให้เหล่านักรบได้ทราบกัน

 

ยาชนิดไหน ออกฤทธิ์เร็วกว่าชนิดอื่นๆ ?

     ต้องอธิบายก่อนว่ายาเหล่านี้จริงๆแล้วสรรพคุณของมันคือรักษาภาวะ Erectile dysfunction (ED) หรือ ภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัวซึ่งยาที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา(อย.) มี 3 ชนิดได้แก่

 

- Sildenafil acetate (Viagra)

- Vardenafil hydrochloride (Levitra)

- Tadalafil (Cialis)

 

     จากข้อมูลทางการแพทย์มีการแนะนำและชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ควรที่จะได้รับการปรึกษาจากแพทย์ก่อนใกล้ชิด ไม่ควรที่จะซื้อหานำมาใช้เอง และหมอไม่กัดนะครับไม่ต้องกลัว!! ปรึกษาได้เลย เนื่องจากในผู้ใช้แต่ละคนนั้นมีภาวะต้านทานของตัวยาที่ไม่เท่ากันจึงไม่สามารถบอกได้ชี้ชัดว่ายานั้น จะได้ผลกับผู้ใช้ได้อย่าง ชัวช์ 100%

 

การออกฤทธิ์ของยาเป็นอย่างไร ?

     ยาทั้ง3ชนิดที่กล่าวไปข้างต้น เป็นยาที่จัดอยู่ในตะกูลเดียวกันยาทั้ง 3 ตัว โดยฤทธิ์สรรพคุณคือจะเข้าไปยับยั้งการทำงานของ Penile-specific phosphodiesterase type 5 (PDE-5) ทำให้เพิ่มสารที่ชื่อ Nitric oxide-cyclic GMP ส่งผลทำให้เส้นเลือดขยาย และกล้ามเนื้อของอวัยวะเพศชายขยายตัว ซึ่งยาดังกล่าวใช้ได้ผลดี และออกฤทธิ์ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวจนใช้งานได้ ร้อยละ 50-90 แล้ว แต่จะศึกษาวิจัยในคนกลุ่มไหน เช่นในกลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวาน อาจจะได้ผลดี เพียงร้อยละ 50-60 ขณะที่กลุ่มคนที่ไม่มีโรค ได้ผลดีร้อยละ 90

 

ยาแต่ละตัวแตกต่างกันไหม ?

     ไวอากร้า ( Viagra ) ได้ผ่านการรับรองอย่างแพร่หลาย มายาวนานกว่า 20 ปี โดยอย.ของอเมริกา รับรอง(ตั้งแต่ปี 1998) จึงได้เปรียบและมีข้อมูลการใช้ยามากกว่า 2 ชนิดที่อ้างอิง Levitra และ Cialis ซึ่งรับรอง(ตั้งแต่ปี 2003) หรือราวๆ 11 ปี โดยยาทั้ง 3 ตัวมีข้อดีกว่ายาฉีดซึ่งฉีดปุ๊บอวัยวะเพศจะแข็งปั๊บคือต้องมีการกระตุ้นทางเพศจึงจะมีการแข็งตัว โดยรายละเอียดอาจจะต่างกันบ้าง เช่น

-ต้องใช้ไวอากร้า ( Viagra ) ขนาด 50-100 มิลลิกรัม ในขณะท้องว่าง และระมัดระวังไม่กินอาหารมีไขมัน 1 ชั่วโมงก่อนมีเพศสัมพันธ์

-ต้องใช้ Levitra ขนาด 10-20 มิลลิกรัม ไม่ต้องงดอาหารแต่ระมัดระวังไม่กินอาหารมีไขมัน

-Cialis กินขนาด 5-10 มิลลิกรัม ไม่เกี่ยวกับอาหาร และมีข้อดีคือ ยาออกฤทธิ์นานถึง 36 ชั่วโมง ดังนั้นสามารถวางแผนมีเพศสัมพันธ์ได้ง่ายกว่า

 

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

     ยา3ชนิดที่กล่าวไว้ มีฤทธิ์การขยายเส้นเลือด ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว หน้าแดง ท้องอืด คลื่นไส้ คัดจมูก และอาจจะสงผลไปถึงการมองเห็นภาพเสื่อมลงหลังจากได้รับยาไวอากร้า ( Viagra ) เป็นไปได้ว่าเกิดจากขาดเลือดไปเลี้ยงที่ประสาทตา (Optic nerve) ในขณะที่อีก2 ชนิดยังไม่มีผลกระทบให้เห็น  

 

ข้อควรระวังในการใช้ยาเหล่านี้

- ห้ามใช้ยาทั้ง 3 ตัวนี้กับผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีความเสี่ยงหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวาย หรือผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาตะกูล Nitroglycerin หรือยาที่มีส่วนผสมของไนเตรท เนื่องจากยาทำให้เส้นเลือดขยายอยู่แล้ว และจะยิ่งทำให้ความดันต่ำ เสี่ยงถึงแก่ชีวิตได้

- ควรปรึกษาแพทย์ หรือ เภสัชกรณ์ ก่อนใช้ยา เนื่องจาก ข้อควรระวังการใช้ยาทั้ง 3 ร่วมกับยาชนิดอื่น ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาเช่น

ไม่ควรรับประทานไวอากร้า ร่วมกับยา Cardura (ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง) หรือ alpha-blockers(ยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต) หรือร่วมกับยาที่มีผลต่อตับ (Viagra ถูกทำลายฤทธิ์ที่ตับ) เช่น Erythromycin (ยาปฏิชีวนะ) cimetidine (ยาลดกรด) ketoconazole(ยารักษาเชื้อรา)

อาจจะซับซ้อนไปนิดนึงแต่ทางทีดีควรให้แพทย์แนะนำ อย่าอายที่จะถาม

 “เราอาจจะดูโง่ตอนถาม แต่เราจะฉลาดไปตลอดชีวิต” หมอไม่กัดนะครับถามเลย

Created : 25-06-2019


บทความ ไวอากร้า ( Viagra ) ที่น่าสนใจ

อาหารเสริมบำรุงสมรรถภาพให้ปึ๋งปั๋ง

5 วิธีมัดใจ สามีให้ทำการบ้าน